Free Web Hosting Provider
-
Web Hosting
-
E-commerce
-
High Speed Internet
-
Free Web Page
Search the Web
Welcome!
Close
Would you like to make this site your homepage? It's fast and easy...
Yes, Please make this my home page!
No Thanks
Don't show this to me again.
Close
เลือกซื้อเครื่องพิมพ์สำนักงานอย่างไรให้ถูกใจ?
รวดเร็วทันใจ ต้องแบบเลเซอร์
เครื่องพิมพ์สีระดับไฮเอนด์
สีสันประหยัดต้องแบบอิงค์เจ็ต
เครื่องพิมพ์แบบพิเศษอื่นๆ
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง เครื่องพิมพ์ที่กำลังเป็นมาตรฐานใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ คือ เครื่องพิมพ์แบบด็อตเมทริกซ์ (dot matrix printer) ซึ่งมีความสามารในการพิมพ์อักขระลงบนกระดาษอย่างต่อเนื่อง(ที่เขาเรียกว่ากระดาษเจาะรู) มันเป็นเครื่องพิมพ์ที่จัดได้ว่ามีราคาย่อมเยาทีทำงานได้ช้า ความละเอียดในการพิมพ์นั้นค่อนข้างที่จะต่ำ และทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงมากเป็นพิเศษด้วย แต่ก็อถือว่าเรานี้โชคดีทีเดียวที่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีด้านการพิมพ์ได้เจริญก้าวหน้าไปจนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งไม่ว่ากิจการของคุณจะเล็ก หรือใหญ่สักเพียงใด ในร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จะมีเครื่องพิมพ์แบบต่างๆ ที่มีอัตราเร็วสูงขึ้นกว่าเก่า โดยให้ผลงานที่มีความละเอียดสูง โดยความสามารถในการพิมพ์ภาพสีนั้นจะมีให้คุณได้เลือกซื้อได้ตามความพอใจ จากความท้าทายของผลิตภัณฑ์เช่นนี้จึงกลายเป็นการพิจารณาว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไร หรือนำเทคโนโลยีมาผสม ผสานกันอย่างไรถึงจะได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง
ในปัจจุบันนี้เราทุกคนต่างก็มีทางเลือกอยู่มากมาย ซึ่งคำตอบของปัญหาการพิมพ์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรองรับภาระของเครื่องพิมพ์เน็ตเวิร์กที่มีมากเกินตัว ความเร็วของเครื่องพิมพ์ต่ำเกินไป ผลงานไม่คมชัดเท่าที่ควร ค่าใช้จ่ายต่อการพิมพ์หนึ่งหน้าที่แพงมาก ผลงานที่ออกมาไม่คมชัดเท่าที่ควร ค่าใช้จ่ายต่อการพิมพ์หนึ่งหน้าก็แพงเหลือแสน หรือการที่ไม่สามารถพิมพ์ภาพสีได้ ทำให้ทางเลือกต่างๆ เช่น การเปลี่ยนเครื่องพิมพ์รุ่นเก่า แล้วไปซื้อเครื่องพิมพ์เน็ตเวิร์กรุ่นใหม่มาใช้แทน หรือบางแห่งอาจจะใช้วิธีไปซื้อเครื่องพิมพ์ส่วนบุคคลมาเชื่อมต่อกับเครื่องเดสก์ทอปแยกกันไปสำหรับประเภทงานเลย เพื่อสนองความต้องการของพนักงานทุกคนซึ่งมีความสามารถไม่เหมือนกัน
สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจที่ต้องการความเร็ว และตัวอักษรที่คมชัดมากเป็นพิเศษ ซึ่งคำได้ที่ได้ก็คงไม่พ้นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ซึ่งคุณอาจเลือกซื้อโมเดลที่ออกแบบมาเพื่อการพิมพ์ในระบบเครือข่ายความเร็วสูง หรือเป็นเครื่องพิมพ์ส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าเล็กน้อยก็ได้ โดยทั้งสอบแบบจะสามารถพิมพ์เอกสารขาว-ดำ ที่มีความละเอียดสูงได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่อหน้าค่อนข้างต่ำ
หรือถ้าคุณต้องการเอกสารที่มีสีสัน แต่ความเร็วในการพิมพ์ไม่สูงมาก เครื่องพิมพ์แบบฉีดน้ำหมึกหรืออิงก์เจ็ต จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะเครื่องพิมพ์ประเภทนี้โดยทั่วไปมีราคาเพียงหนึ่งหมื่นบาทต้นๆ และสามารถพิมพ์ภาพสีที่มีคุณภาพได้ดีทีเดียว แต่ถ้าคุณต้องการระดับความเร็วที่สูงขึ้น และผลงานพิมพ์ชั้นยอดระดับนิตยสารแล้วละก็ ควรเลือกเครื่องพิมพ์เลเซอร์สี(color laser printer) และเครื่องพิมพ์แบบหมึกแห้ง (solid-ink printer) ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีราคาสูงมากประมาณ 70,000 บาทขึ้นไป
สำหรับความต้องการพิเศษนอกเหนือจากนี้แล้ว ก็จะมีเครื่องพิมพ์แบบมัลติฟังก์ชัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รวบรวมคุณสมบัติของเนื้อที่บนโต๊ะทำงานมากยิ่งขึ้น และเครื่องพิมพ์แบบพอร์เทเบิล ซึ่งออกแบบมาเพื่อการพิมพ์นอกสถานที่
ต่อไปนี้จะเป็นรายละเอียดของเทคโนโลยีของเครื่องพิมพ์แบบต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับความจำเป็นในการพิมพ์งานที่หลากหลายของคุณ ดังนี้
รวดเร็วทันใจ ต้องแบบเลเซอร์
เมื่อมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังแย่งใช้เครื่องพิมพ์เน็ตเวิร์กตัวเดียวกันพร้อมๆกัน แน่นอนว่าสภาวะจราจรติดขัดต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ลองนึกภาพดู หากบุคคลหนึ่งกำลังสั่งพิมพ์เอกสารที่ยาวเหยียดเป็นจำนวนหลายชุด (เช่น รายงานยอดขาย หรือแผ่นพรีเซนเทชันที่มีภาพประกอบมากมาย)และบังเอิญงานพิมพ์ของคุณเกิดอยู่หลังบุคคลผู้นี้แล้ว ก็นับว่าโชคร้ายมาก เพราะต้องเสียเวลารอนานมากกว่าจะถึงคิวของตนเอง ดังนั้นผู้บริหารระบบเครือข่ายหลายคนจึงต้องพิจารณาเครื่องพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากๆ เพื่อลดปัญหาดังกล่าวลง
เครื่องพิมพ์เลเซอร์เน็ตเวิร์กความเร็วสูงรุ่นต่างๆ จึงได้รับการออกแบบเพื่อรองรับภาระการพิมพ์ในระบบเครือข่ายไม่ให้เกิดภาวะติดขัดในสถานการณ์แบบนั้น ซึ่งในขณะที่ประมาณงานเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยด้านความเร็วจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง โดยเมื่อก่อนนี้มาตรฐานการพิมพ์สำหรับเครือข่ายจะอยู่ที่อัตราเพียง 12 หน้าต่อนาที แต่มาปัจจุบันนี้ความเร็วที่ยอมรับได้ควรเป็น 32 หน้าต่อนาที หรือไม่ก็ 24 หน้าต่อนาทีเป็นอย่างน้อย หรือหากเป็นเครื่องพิมพ์สำหรับเวิร์กกรุ๊ปที่มีจำนวนผู้ใช้น้อยลงก็ควรมีอัตรา 17 หน้าต่อนาทีอย่างนี้ เป็นต้น ถ้าโดยปกติคุณมักจะสั่งพิมพ์งานเพียงหน้าเดียว อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรต้องพิจารณาด้วยก็คือ "ประมาณเวลาที่เสียไปในการรอพิมพ์หน้าแรก" เป็นข้อกำหนดสำคัญที่น่าพิจารณาและตรวจสอบให้รู้ก่อนซื้อ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตมักไม่ค่อยกำหนดตัวเลขนี้มาให้ ดังนั้นคุณจึงควรขอให้ผู้ขายสาธิตการใช้งานจริงแล้วค่อยจับเวลาตั้งแต่คอมพิวเตอร์ประมวลคำสั่งเสร็จ จนถึงตอนที่แผ่นกระดาษเลื่อนออกมาจากเครื่องพิมพ์รุ่นอื่นๆ อีกอย่างหนึ่งโพรเซสเซอร์ของเครื่องพิมพ์ก็เป็นสิ่งที่บิกเราเกี่ยวกับความเร็วการทำงานด้วยก็เหมือนกัน ทำนองเดียวกับคอมพิวเตอร์ หากเครื่องใดที่มีการใช้ซีพียู่ที่มีความถี่สัญญาณนาฬิกาสูงกว่า ก็หมายถึงเครื่องนั้นมีความเร็วการประมวลคำสั่งสูงกว่านั่นเอง
ในการทำให้เครื่องพิมพ์เน็ตเวิร์กปฏิบัติงานด้วยความเร็วเต็มรูป ทางบริษัทผู้ผลิตจึงได้เสนอคุณสมบัติสำหรับอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้มากมาย เช่น ถาดรองกระดาษชนิดวางซ้อนกันที่สามารถป้อนสื่อหลายๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นกระดาษจดหมาย แผ่นใส หรือซองจดหมายเข้าช่องพิมพ์ได้อัตโนมัติ โดยที่คุณไม่ต้องลุกจากเก้าอี้มาเพื่อเปลี่ยนกระดาษให้เมื่อย ซึ่งถ้าเครื่องพิมพ์ใดมีถาดป้อนกระดาษความจุมากๆ นั่นก็หมายถึงจำนวนครั้งในการแทรกแซงจากผู้ใช้ก็จะลดลง เครื่องพิมพ์เลเซอร์เน็ตเวิร์กส่วนใหญ่จึงให้ถาดป้อนกระดาษความจุตั้งแต่ 250 แผ่นสำหรับเน็ตเวิร์กกรุ๊ปขนาดเล็กไปจนถึง 1,100 แผ่น หรือมากกว่านั้นสำหรับเน็ตเวิร์กกรุ๊ปขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ระดับไฮเอนท์ เช่น HP LaserJet 8100 นั้นจะมาพร้อมถาดป้อนกระดาษ 3 ถาด ซึ่งแต่ละถาดสามารถรองรับกระดาษได้ 600 แผ่น (รวมสามถาดก็ 1,800 แผ่น) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีถาดป้อนกระดาษอีก 2 ถาด ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณความจุรวมสูงสุดเป็น 3,100 แผ่น เสนอเป็นออปชันพิเศษอีกด้วย
เมื่อต้องการพิมพ์เอกสารที่มีจำนวนหน้าหรือก๊อปปี้มากๆ ปัจจัยด้านคุณสมบัติอำนวยความสะดวก จะเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้เรื่องความเร็วเลย ฟังก์ชั่นสำหรับจัดการเอกสารรูปแบบต่าง ๆ อย่างเช่น การเรียงลำดับหน้า การเรียงชุด การเย็บเอกสารอัตโนมัติ หรือ การพิมพ์แบบสองหน้าบนแผ่นเดียวกัน ก็ล้วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ แต่ว่าทั้งหมดถึงเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะปัจจุบันเรามีเลเซอร์บางรุ่นที่ยอมให้ผู้ใช้สั่งพิมพ์ผ่านคอมพิวเตอร์เพียงครั้งเดียวแล้วมันก็รับหน้าที่ประมวลพิมพ์เอกสารต้นฉบับออกมาหลายๆ ชุดเองโดยไม่ผ่านโพรเซสของคอมพิวเตอร์ในการ spool เอกสารแต่ละชุดอีก ยกตัวอย่างได้แก่ HP LaserJet 8000 ซึ่งมีคุณสมบัติในการพิมพ์เอกสารหลายชุดในคราวเดียวกัน ที่อัตราเร็ว 24 หน้าต่อนาที และมีความละเอียดสูงสุด 1,200 จุดต่อตารางนิ้ว(มีราคาตั้งแต่ 87,000 บาทจนถึง 117,000 บาท แล้วแต่ปริมาณหน่วยความจำ และคุณสมบัติสำหรับระบบเครือข่ายที่ใช้)
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังมีทางเลือกในการพิมพ์ต้นฉบับออกมาหนึ่งชุดก่อนเพื่อตรวจความถูกต้อง แล้วจึงกดปุ่มปล่อยให้เอกสารชุดที่เหลือพิมพ์ออกมาหลังจากแน่ใจว่ารายละเอียดทุกอย่างไม่มีข้อผิดพลาด หรือเรื่องพิมพ์ระดับไฮเอนด์หลายรุ่นก็มีระบบรักษาความปลอดภัยของเอกสารที่สภคัญๆ เช่น รายงานประวัติส่วนตัวของพนักงาน หรือรายงานข้อมูลทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยผู้ใช้จะต้องกดหมายเลขประจำตัว(PIN Number) และชื่องานที่ต้องการพิมพ์บงแผงคอนโซลก่อน เ พื่อให้แน่ใจว่าไม่มีบุคคลภายนอกแอบมาใช้เครื่องพิมพ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
คุณสมบัติอื่นๆ อย่างเช่น ความสามารถในการสั่งพิมพ์งานจากแผงคอนโซลของเครื่องพิมพ์โดยตรง ช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลาเดินไกลเป็นระยะทางหลายๆ กิโลเมตรต่อปีกลับไปมาระหว่างคอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์ ซึ่งเมโมรีภายในตัวเครื่องพิมพ์จะทำหน้าที่จดจำข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องใช้บ่อยๆ เช่น แบบฟอร์มหรือแผ่นพับโฆษณาสินค้าไว้ในตัวเอง ส่งผลให้เราสามารถกดปุ่มเลือกพิมพ์งานจากคอนโซลได้ทันทีโดยไม่ต้องโหลดแอพพลิเคชันจากคอมพิวเตอร์อีก
เครื่องพิมพ์ระดับไฮเอนด์หลายรุ่นยังอาจจะมีคุณสมบัติ "พิมพ์พับใส่ซอง" ที่สามารถพิมพเอกสารออกมาแล้วเลื่อนไปยังเครื่องพับกระดาษเพื่อบรรจุใส่ซองจดหมายโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งได้เลยทันที คุณสมบัตินี้ช่วยให้กระบวนการส่งจดหมายเวียนหรือใบเสร็จเรียกเก็บเงิน ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนพับกระดาษและบรรจุซองนั้นสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทางฮิวเลตต์แพคการ์ด ก็กำลังพิจารณาเพิ่มออปชันในการพิมพ์แสตมป์ดิจิตอล(indicium) ในเครื่องพิมพ์ตระกูลเลเซอร์ เจ็ต รุ่นถัดไปด้วย
แน่นอนว่าผู้ใช้ที่มีงานพิมพ์เอกสารที่มีเลย์เอาท์และรูปภาพค่อนข้างสลับซับซ้อน จำเป็นต้องพิจารณาปริมาณหน่วยความจำ(แรม)ของเครื่องพิมพ์ที่จะเลือกซื้อด้วย โดยเครื่องพิมพ์เลเซอร์ระดับไฮเอนด์มักมาพร้อมแรมขนาดตั้งแต่ 16 จนถึง 24 เมกะไบต์ ซึ่งก็อาจขายเพิ่มได้อีกเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (เป็นต้นว่า 128 เมกะไบต์หรือมากกว่านั้น)
หรือถ้าใครต้องการผลงานคุณภาพเลเซอร์จากเครื่องพิมพ์บนโต๊ะทำงาน ทางเลือกที่เหมาะที่สุดน่าจะเป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ส่วนบุคคล(personal laser printer) เพราะมันสามารถพิมพ์ภาพความละเอียดสูงๆ ได้อย่างคมชัด (ตั้งแต่ 600 จุดต่อตารางนิ้วขึ้นไป) ทำงานได้รวดเร็ว(ประมาณ 8 ถึง 12 หน้าต่อนาที) และมีราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น เช่น เครื่อง Xerox DocuPrint P12 มีราคา 18,500 บาท จะสามารถพิมพ์เอกสารที่มีความละเอียด 600 จุดต่อตารางนิ้วได้ในอัตรา 12 หน้าต่อนาทีโดยถึงแม้จะโฆษณาว่าเป็นเครื่องพิมพ์แบบส่วนบุคคล แต่บางโมเดลก็สามารถนำไปต่อการ์ดอีเธอร์เน็ตเพื่อใช้งานในระบบเครือข่ายได้เช่นกัน
เครื่องพิมพ์เลเซอร์ส่วนบุคคลทั่วไปนั้น มักมีถาดป้อนที่สามารถรองรับกระดาษได้เพียงไม่กี่ร้อยแผ่น แถมไม่มีคุณสมบัติในการขยายระบบมากมากเหมือนกับเครื่องพิมพ์เน็ตเวิร์กด้วย แต่อย่างไรก็ดีเครื่องพิมพ์ส่วนบุคคลบางรุ่นอาจจะมีฟังก์ชันพิเศษ เช่นการพิมพ์สองหน้า การพิมพ์แคตาล็อกภาพ การพิมพ์ลายน้ำ และคุณยังสามารถเพิ่มถาดป้อนกระดาษ และหน่วยความจำเพื่อยกระดับความสามารถของเครื่องพิมพ์ให้สูงขึ้นได้ตามต้องการ
Go Top
เครื่องพิมพ์ "สี" ระดับไฮเอนด์
ในขณะที่ผลงานจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาว-ดำ ยังคงเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในแวดวงธุรกิจทั่วไป แต่ขณะนี้ผู้ใช้ตามองค์กรขนาดใหญ่ก็เริ่มมาใช้การพิมพ์สีสันในรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า หรือเพิ่มพูนศักยภาพของการสื่อสารภายในองค์กรบ้างแล้ว ซึ่งถ้าเรามีงบเพียงพอที่จะจ้างโรงพิมพ์ช่วยจัดการให้ก็สบายไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็ต้องพยายามซื้อหาเครื่องพิมพ์สีมาใช้เองเพื่อลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
เนื่องจากปัจจุบันอินเทอร์เน็ต สแกนเนอร์สีและกล้องถ่ายรูปดิจิตอลราคาประหยัดได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากพอสมควร ความต้องการพิมพ์ภาพสี แผนภูมิ กราฟ และตัวอักษรของผู้ใช้นั้นจึงมีประมาณสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยแทนที่จะส่งไฟล์เอกสารไปให้โรงพิมพ์จัดการเหมือนเมื่อก่อน ก็หันไปซื้อเครื่องพิมพ์สีระดับไฮเอนด์มาใช้ในสำนักงานเสียเลย ซึ่งมีประโยชน์ตรงที่เราไม่ต้องเสียเวลาและแรงงานไปกับการเดินทางติดต่อ อธิบายรูปแบบงาน หรือต่อรองค่าจ้างกับเจ้าของร้านนอกสถานที่อีก
ดังนั้นจึงเกิดคำถามต่อไปว่า "บริษัทของเราควรเลือกซื้อเครื่องพิมพ์สีแบบไหนดี" ถ้าเป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีนั้น ก็เป็นทางออกสำหรับสภาวะการทำงานที่สมบุกสมบัน ซึ่งต้องแบบภาระการพิมพ์เอกสารสีนับร้อยแผ่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถึงแม้ว่าเครื่องพิมพ์คุณภาพของสีสันบ้างพอสมควร แต่ปัจจุยันปัญหาเหล่านี้ก็ล้วนได้รับการแก้ไขจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อราวสามปีที่ผ่านมา ราคาของเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีเน็ตเวิร์กนั้นตกอยู่ ประมาณ 290,000 บาท ถึง 350,000 บาท ซึ่งนับว่าแพงมากทีเดียว แต่ในปัจจุบันเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีเน็ตเวิร์กระดับล่างสุดจะเริ่มกันที่ 70,000 บาท ขณะที่ราคา 290,000 บาทของเมื่อสามปีก่อนจะทำให้เราได้เครื่องพิมพ์เลเซอร์สีระดับบนสุดของตลาดซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์แบบสุดๆ ได้แก่ NEC SuperScript 4400N (ราคา 111,000 บาท) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับระบบเครือข่าย ซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับแต่คอนฟิกผ่านเว็บบราวเซอร์ที่โดดเด่น และ HP Color LaserJet 4500 ก็เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีความเร็วในการทำงานสูง ประมาณ 4 หน้าต่อนาที สำหรับโหมดสี และ 16 หน้าต่อนาทีสำหรับโหมดขาวดำ เครื่องรุ่นนี้จะขายมาพร้อมกับแรม 32 เมกะไบต์ ถาดเอนกประสงค์ความจุ 150 แผ่นและถาดป้อนกระดาษความจุ 250 แผ่นในราคา 92,500 บาท
ถึงแม้ราคาเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีจะสูงเกินเอื้อม แต่ว่าค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ต่อหนึ่งหน้าค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีประโยชน์สำหรับสำนักงานที่จำเป็นต้องพิมพ์เอกสารเป็นจำนวนมากทุกวันๆ เช่น เครื่อง NEC SuperScript440N ค่าใช้จ่ายต่อหน้าเมื่อพิมพ์สีจะเท่ากับ 1.11 บาท และเมื่อพิมพ์ภาพขาวดำจะเท่ากับ 75 สต.
นอกจากนี้เครื่องพิมพ์แบบหมึกแห้ง (solidink printer) ก็กำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการพิมพ์สีกระดับไฮเอนด์ด้วย เนื่องจากเครื่องพิมพ์ประเภทนี้สามารถพิมพ์ภาพสีที่มีคุณภาพสูง ในอัตรเร็วที่น่าพอใจไม่แพ้เครื่องพิมพ์เลเซอร์เลย เช่น Tektronix Phaser 840 ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์หมึกแห้งรุ่นพื้นฐานของเท็กโทรนิกซ์ ราคา 92,000 บาท จะสามารถพิมพ์เอกสารสีได้ที่อัตราเร็วตั้งแต่ 3 จนถึง 10 หน้าต่อนาที (ขึ้นกับโมเดลและความละเอียดที่เลือกใช้ ซึ่งปรับได้สูงถึง 1,200 จุดต่อตารางนิ้ว) ที่ค่าใช้จ่ายประมาณเพียง 3 บาทต่อหน้าเท่านั้น
Go Top
สีสันประหยัด ต้องแบบอิงก์เจ็ต
สำหรับผู้ที่ต้องการผลิตเอกสารที่มีสีสัน แต่ว่ามีงบประมาณจำกัด ขอแนะนำให้เลือกซื้อเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตแทนเครื่องพิมพ์เลเซอร์สี เพราะเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตยุคใหม่ล่าสุดจะสามารถพิมพ์ตัวอักษรได้อย่างคมชัด และภาพสามารถพิมพ์ตัวอักษรได้อย่างคมชัด และภาพกราฟิกได้สดใส แต่คุณสมบัติในการรองรับภาระงานหนักๆ จะน้อยกว่า สำหรับความเร็วการพิมพ์ที่กำหนดมาในหนังสือคู่มือฯ โดยเฉลี่ยนั้นอยู่ระหว่าง 10 ถึง 12 หน้าต่อนาทีสำหรับตัวอักษร และ 3 ถึง 5 หน้าต่อหนาทีสำหรับภาพสีสัน อย่างไรก็ตามโปรดสังเกตว่าความเร็วในการใช้งานจริงๆ ของเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตจะมีค่าน้อยกว่าในคู่มือเป็นส่วนใหญ่ โดยการพิมพ์ภาพสีขนาด 8" x 10" ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ถึง 3 นาทีขึ้นไปกว่าจะพิมพ์เสร็จ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาพด้วยว่ามีความซับซ้อนขนาดไหน
ถ้าต้องการความประหยัดแบบสุดยอด ก็ต้องเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตสีระดับโลว์เอนด์ ซึ่งมักมีตลับหมึกเพียง 3 สี ได้แก่ คราม ม่วงแดง และ เหลือง ซึ่งไม่มีค่อยมีคุณสมบัติและความเร็วที่น่าดึงดูดใจ ควรในไปใช้ในทางธุรกิจเท่านั้น ซึ่งหากเพิ่มเงินไปอีกไม่เท่าไหร่ก็จะได้เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตโมเดลความเร็วสูงขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับระบบการพิมพ์แบบสี่สี(คราม ม่วงแดง เหลือง ดำ หรือ CMYK) และคุณสมบัติพิเศษมากมาย โดยเฉพาะอิงก์เจ็ตบางรุ่น เช่น Canon BJC-6000 จะมีตลับสีโฟโต้ที่สามารถพิมพ์ภาพถ่ายบนกระดาษอัดได้อย่างคมชัดสมจริง (9,250 บาท) หรือหลายรุ่นก็สามารถพิมพ์งานบนระบบเครือข่ายได้ เช่น Epson Stylus90N ซึ่งมีวงจรอีเธอร์เน็ต 10/100Mbps ภายในตัวเอง(24,000 บาท) หรือ Lexmark Optra Color 40n(25,000 บาท)
ในขณะที่เครื่องพิมพ์เลเซอร์มีราคาแพงกว่า แต่เครื่องพิมพ์แบบอิงก์เจ็ตกลับมีต้นทุนในการพิมพ์เอกสารสูงกว่ามาก ซึ่งถ้าเราคิดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งหน้าสำหรับน้ำหมึกเพียงอย่างเดียว(คิดจากราคาตลับหมึกและจำนวนกระดาษที่สามารถพิมพ์ได้โดยเฉลี่ย) ก็จะเท่ากับ 1 หรือ 1.50 บาท สำหรับเอกสารขาวดำ และประมาณ 3.50 บาทสำหรับเอกสารสีสัน หากเราเลือกพิมพ์ภาพในโหมดโฟโต้ขนาด 8 นิ้วx11นิ้ว ด้วย ค่าใช้จ่ายต่อหน้าก็จะสามารถพุ่งขึ้นไปได้สูงถึง 18.50 ถึง 35 บาท
ในเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตส่วนใหญ่ ถาดป้อนกระดาษของมันจะสามารถจะกระดาษได้เต็มที่ประมาณ 50 หรือ 100 แผ่น และถึงแม้ว่าเครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะไม่สามารถรองรับภาระต่อวันได้มากเท่าเครื่องเลเซอร์ แต่มันก็สามาถพิมพ็งานได้วันละหลายสิบหน้า ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ตามบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก(duty cycle โดยทั่วไปจะตกอยู่ราวๆ 3,000 หน้าต่อเดือน) อีกทั้งตัวถังก็มีขนาดเล็กกว่าจนทำให้เหมาะสำหรับการนำไปไว้บนโต๊ะทำงานส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก
Go Top
เครื่องพิมพ์แบบพิเศษอื่นๆ
หากสำนักงานของคุณมีเนื้อที่จำกัด แต่ต้องการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ สำหรับพิมพ์งาน ส่งโทรสาร สแกนรูปภาพ และถ่ายเอกสารมาตั้งไว้ในห้องเดียวกัน ก็จะต้องเป็นเครื่องพิมพ์แบบมัลติฟังก์ชัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รวมคุณสมบัติของเครื่องพิมพ์โทรสาร สแกนเนอร์ และเครื่องถ่ายรวมคุณสมบัติของเครื่องพิมพ์ โทรสาร สแกนเนอร์และเครื่องถ่ายเอกสารเข้าไว้ในตัวเดียวกัน และราคาของมันก็จะถูกกว่าการที่ไปซื้ออุปกรณ์ทั้งหมดแยกเป็นส่วนๆ เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันรุ่นที่มีขายในตลาดตอนนี้จะมีทั้งแบบที่ใช้เทคโนโลยีของเลเซอร์และอิงก์เจ็ตให้เลือก อีกทั้งยังเป็นอุปกรณ์ในอุดมคติ สำหรับผู้ที่ต้องการเนื้อที่ใช้สอยมากๆ ซึ่งไม่ต้องการทุ่มเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์เฉพาะทางเพียงชนิดเดียว
เริ่มจากโมเดลสำหรับใช้งานส่วนบุคคลกันก่อน ความสามารถในการรองรับภาระจะค่อนข้างต่ำเหมือนเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตเลยแต่ราคาก็จะไม่แพงมากนัก เช่น Brother MFC-7150c ซึ่งใช้เทคโนโลยีอิงก์เจ็ตจะสามารถพิมพ์เอกสารความละเอียด 1,440x 720 จุดต่อตารางนิ้วได้ในอัตราเร็ว 6 หน้าต่อนาทีสำหรับเอกสารขาวดำ และ 4 หน้าต่อนาทีสำหรับเอกสารสี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฟังก์ชั่นการถ่ายเอกสาร สแกนเอกสาร และรับ-ส่งโทรสาร รวมมาด้วยในราคาเพียง 18,500 บาท
หรือหาเป็นเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ระดับไฮเอนด์ สำหรับรองรับระบบเครือข่ายตั้งแต่ 10 ถึง 20 ยูสเซอร์ก็จะมีราคาสูงขึ้นไป เพราะโมเดลเหล่านี้จะมีราคาสูงขึ้นไปอีกมาก เพราะโมเดลเหล่านี้จะมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ เหมือนเครื่องพิมพ์เลเซอร์เน็ตเวิร์กทุกประการ พร้อมทั้งมีความเร็วการพิมพ์ตั้งแต่ 12 ถึง 65 หน้าต่อนาที ซึ่งรวดเร็วมาก หรือบางรุ่นก็สามารถถ่ายเอกสารไปพร้อมๆ กับการพิมพ์ต้นฉบับได้ด้วย แต่บางครั้ง เครื่องมัลติฟังก์ชันระดับไฮเอนด์อาจไม่มีฟังก์ชันการส่งโทรสารและสแกนเอกสารติดตั้งมา แต่โดยทั่วไปก็มีมีให้ครบ เช่น Toshiba DP3580 ซึ่งเป็นเครื่องมัลติฟังก์ชันโมเดลล่าสุดของโตชิบาที่มีอัตราเร็ว 35 หน้าต่อนาที จะสามารถถ่ายเอกสารในรูแบบของการควบต้นฉบับ 2 หน้าในแผ่นเดียวกับ ย่อ/ขยายต้นฉบับ และพิมพ์ในโหมดกระจกเงา (คือกลับรูปภาพจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายในระนาบเพื่อพิมพ์บนแผ่นใส) อีกทั้งมีฟังก์ชันการส่งแฟกซ์ และสแกนเอกสารระบบ "scan once, copy many" ซึ่งช่วยลดการสึกหรอของเอกสารต้นฉบับรวมมาในราคา 280,000 บาท
สำหรับเครื่องพิมพ์แบบพกพา(protable printer) ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษตรงที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกแก่การพกพาไปพร้อมกับเครื่องโน้ตบุ๊ก และสามารถใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ได้ นอกเหนือจากไฟบ้าน แต่ความสามารถในการรองรับภาระของมันมีน้อยกว่าตามขนาด เช่น ถาดอินพุตสามารถจุกระดาษได้แค่ 30 แผ่น
เนื่องจากเครื่องพิมพ์แบบพกพกนั้นมีขนาดเล็ก ทำให้กลไกของมันสลับซับซ้อนมากกว่าปกติ และมีราคาแพงกว่าปกติ แต่มันก็เปรียบเสมือน "อุปกรณ์ช่วยชีวิต" สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ และจำเป็นต้องพิมพ์เอกสารสีที่มีคุณภาพได้ทุกเวลาที่ต้องการ เช่น Canon BJC-50 ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ขนาดพกพาที่ขายในรา 12,950 บาท จะมีน้ำหนักไม่ถึง 900 กรัม และสามารถพิมพ์เอกสารได้ที่ความละเอียดสูงสุด 720 x 380 จุดต่อตารางนิ้ว เครื่องพิมพ์รุ่นนี้จุมาพร้อมแบบเตอรี่ ชนิดลิเธียมไอออน กับ ออปชันถาดป้อนกระดาษอัตโนมัติ (2,000 บาท) และหัวสแกนเนอร์ (3,600 บาท) ให้คุณเลือกขยายความสามารถได้ตามความพอใจ
Go Top
แหล่งที่มาของบทความ WINDOWS MAGAZINE ฉบับที่ 75 ตุลาคม 2542 หน้า 107-112
Thaiall
|
Thaiabc
|
Hotmail
|
Thaimail
|
Chaiyo
|
Doramon
|
Yahoo
|
Thethai
|
Thenet
|
Hunsa
|
Sanook
|
Pager Service :
Siampage
|
BLuepager
|
142
|
152
|
162
|
1188
|
1500
Designe by marujo111@chiyomail.com